Loading...

สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสระบุรี

Provincial Office of Natural Resources and Environment Saraburi

ขนาดอักษร
เปลี่ยนการแสดงผล C C C
TH EN

สถานการณ์และแนวทางการจัดการปัญหาขยะของจังหวัดสระบุรี ในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด -19

สถานการณ์และแนวทางการจัดการปัญหาขยะของจังหวัดสระบุรี ในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด -19

สถานการณ์และแนวทางการจัดการปัญหาขยะของจังหวัดสระบุรี ในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด -19

          สถานการณ์ขยะมูลฝอยของประเทศไทยภายใต้การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีการแพร่ระบาดอย่างรุนแรงทุกจังหวัดและทั่วประเทศ  มีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก ส่งผลให้ปริมาณขยะมูลฝอยเพิ่มขึ้นอย่างมาก   ทั้งจากสถานพยาบาล  โรงพยาบาลสนาม  สถานที่ซึ่งจัดไว้สำหรับการกัคกกันและแยกสังเกตอาการ (Quanrantine) ประกอบกับนโยบายให้มีการแยกกักตัวที่บ้าน (Home Isolation) และการแยกกักกันตัวในชุมชน (Community isolation) โดยเฉพาะขยะพลาสติกและขยะติดเชื้อ ในช่วงระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2564 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงก่อนระบาดของโควิด-19 จะพบว่าช่วงสถานการณ์ปกติ มกราคม- ธันวาคม 2562  นไทยสร้าง “ขยะพลาสติก” เฉลี่ย 96 กรัม/คน/วัน  ในช่วงระบาดของโควิด-19 ระหว่าง เดือน มกราคม- ธันวาคม 2563              มีขยะพลาสติกเพิ่มขึ้นกว่า 40% เฉลี่ย 134 กรัม/คน/วัน และล่าสุดในการระบาดระลอกใหม่ เดือนเมษายน 2564 ขยะพลาสติกเพิ่มขึ้น 45% หรือเฉลี่ย 139 กรัม/คน/วัน มีขยะพลาสติกมากถึง  2 ล้านตันต่อปี ตั้งแต่มีการระบาดของโควิด-19 แม้จะไม่มีนักท่องเที่ยวแต่ขยะพลาสติกไม่ได้ลดลงทั้ง ๆ ที่นักท่องเที่ยวหายไปมาก

          จากข้อมูลเปรียบเทียบระหว่างปี 2563 และปี 2564 พบว่า คนไทยมีการใช้พลาสติกมากขึ้น ทำให้ขยะพลาสติกเพิ่มขึ้น 45% และคาดว่าจะมากขึ้นไปอีกจากการระบาดของโควิด-19  และพบว่าขยะติดเชื้อ   ก็เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน จากการสำรวจการจัดเก็บหน้ากากอนามัย ของกรมควบคุมมลพิษ โดยสำนักงานทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2563 -31 ธันวาคม 2563 ทั้งหมด 2,690 แห่ง พบว่ามีปริมาณขยะจากหน้ากากอนามัย 17.89 ตัน ซึ่งมีการนำหน้ากากอนามัยไปทิ้งในบ่อฝังกลบทั่วไป 25% เผาในเตาขยะติดเชื้อ 9% จ้างเอกชนรับกำจัด 8% และรวบรวมให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดกำจัดถูกวิธี 51%

          ปริมาณขยะติดเชื้อที่เพิ่มมากขึ้นนั้น มาจากขยะที่ปนเปื้อนน้ำมูกน้ำลาย หรือสารคัดหลั่ง เช่น  หน้ากากอนามัย กระดาษทิชชู  ภาชนะใส่อาหารพร้อมบริโภคแบบใช้ครั้งเดียว เป็นต้น  รวมทั้งการให้ประชาชนใช้ชุด Antigens Test Kit  ด้วยตนเอง  เบื้องต้นพบว่าขณะนี้มีการใช้หน้ากากอนามัยจากประชากรทั่วประเทศ แบ่งเป็น หน้ากากอนามัย 42.9 ล้านชิ้น/วัน หรือ 35% ส่วนหน้ากากผ้า 23.1 ล้านชิ้น/วัน หรือ 65% และขยะติดเชื้อส่วนใหญ่จะมีเศษพลาสติกปะปนมาจำนวนมาก เช่น หน้ากาก หลอดฉีดยา ชุด PPE ถุงมือ เฟสชิลล์ กล่องใส่ภาชนะ ถุงแดง ถุงน้ำเกลือ เป็นต้น

          กรมอนามัย ได้จัดทำแนวทางจัดการมูลฝอยติดเชื้อในครัวเรือนหรือชุมชน กรณีพบผู้ติดเชื้อหรือกลุ่มเสี่ยง หากในพื้นที่ระบบการเก็บขนมูลฝอยติดเชื้อไม่สามารถเข้าถึงได้ ให้ใช้วิธีการ ดังนี้

          1. เก็บรวบรวมขยะติดเชื้อและทำลายเชื้อ โดยใส่ถุงขยะ 2 ชั้น ถุงใบแรกที่บรรจุมูลฝอยติดเชื้อให้ราดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ หรือน้ำยาฟอกขาว จากนั้นมัดปากถุงให้แน่น แล้วฉีดพ่นด้วยสารฆ่าเชื้อ (สารโซเดียมไฮโปรคลอไรท์ 5,000 ppm หรือแอลกอฮอล์ 70%) บริเวณปากถุง  แล้วซ้อนด้วยถุงขยะอีก 1 ชั้น จากนั้นมัดปากถุงชั้นนอกให้แน่นและฉีดพ่นด้วยสารฆ่าเชื้ออีกครั้ง

          2. เคลื่อนย้ายถุงรวบรวมขยะติดเชื้อ ไปพักยังที่พักที่จัดไว้เฉพาะ เพื่อรอประสานให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาเก็บขนไปกำจัดอย่างถูกต้อง

          3. หลังจัดการมูลฝอยติดเชื้อแล้ว ให้ล้างมือให้สะอาด ด้วยน้ำและสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ทันที

          สำหรับประชาชนทั่วไปหากต้องทิ้ง 'หน้ากากอนามัย’ ควรถอด 'หน้ากากอนามัย' จากด้านหลัง จากนั้นให้พับหรือม้วนหน้ากากส่วนที่สัมผัสกับใบหน้าเข้าหากันจนมีขนาดเล็ก แล้วมัดด้วยสายรัดให้แน่น หากมีจุดทิ้งหน้ากากโดยเฉพาะ ให้ทิ้งลงในถังหรือภาชนะนั้น แต่หากสถานที่นั้นไม่มีจุดสำหรับทิ้งหน้ากากอนามัยให้นำหน้ากากอนามัย'ที่พับแล้วใส่ถุงพลาสติก จากนั้นมัดหรือปิดปากถุงให้แน่น ก่อนทิ้งลงในถังขยะทั่วไปที่มีฝาปิดมิดชิด และต้องล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังการทิ้ง

          ดังนั้น หากประชาชนทิ้งขยะดังกล่าวไม่ถูกวิธี  ประกอบกับภาครัฐไม่ตั้งถังขยะเฉพาะให้ประชาชนได้ทิ้งขยะดังกล่าวต่างหากแล้ว  ย่อมก่อให้เกิดอันตรายจากการแพร่เชื้อไวรัสได้ ในสถานการณ์เช่นนี้ ประชาชนควรนำหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้ว ชุดตรวจโควิด รวมทั้งถุงมือ  และหน้ากากผ้าที่ใช้แล้ว มาพ่นด้วยแอลกอฮอล์ 70%  ให้ทั่วก่อน  แล้วพับใส่ลงในถุงพลาสติก (ถ้าเป็นถุงสีแดงยิ่งดี)  มัดปากถุงให้แน่นแล้วหย่อนลงไปใน    ถังรับขยะติดเชื้อเพื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะได้เก็บขน  นำไปเข้าเตาเผาขยะติดเชื้อต่อไป  หลังจากนั้นต้องล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ หรือพ่นด้วยแอลกอฮอล์เข้มข้น  70%

          ปัญหาที่อาจทำให้ขยะติดเชื้อดังกล่าวแพร่กระจายได้โดยง่าย คือ

          1. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่มีการนำถังรับขยะติดเชื้อ(สีส้มหรือสีแดง) ไปตั้งในชุมชนอย่างทั่วถึง

          2.ประชาชนนำหน้ากากอนามัยและชุดตรวจโควิดหรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องที่ใช้แล้ว  ทิ้งลงในถังขยะชุมชน  หรือใส่ในถุงขยะปะปนกับเศษอาหารทั่วไป นำมากองไว้หน้าบ้าน โดยไม่ได้ฆ่าเชื้อหรือไม่ได้ใส่ลง       ในถุงอีกชั้นก่อน(ซึ่งต้องมัดให้แน่น)

          3.พนักงานเก็บขนขยะชุมชนโดยทั่วไปไม่ได้ใส่ชุด PPE ป้องกันอันตรายจากโควิด จึงอาจได้รับเชื้อได้โดยง่าย

          การทิ้งขยะหน้ากากอนามัยและชุดตรวจโควิดใช้แล้วในถังขยะชุมชนยิ่งทำให้เชื้อไวรัสแพร่กระจายมากขึ้น  หน้ากากอนามัยและชุดตรวจโควิดที่ใช้แล้วจะมีไวรัสเกาะอยู่ที่ผิวพลาสติกได้นาน 2 – 3 วัน  รวมทั้งอาจแพร่กระจายในอากาศได้นานถึง 3 ชั่วโมง  ดังนั้น หากทิ้งวัสดุดังกล่าวลงในถังขยะทั่วไปจะทำให้พนักงานเก็บขยะและประชาชนที่เปิดถังขยะเพื่อทิ้งขยะมีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อไวรัสได้โดยง่าย เนื่องจากละอองฝอย (droplet) และละอองไอ (air born particle) จากสารคัดหลั่งที่ติดมากับวัสดุดังกล่าวอาจลอยเข้าติดเสื้อผ้าหรือเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจได้ง่าย

แนวทางการจัดการขยะติดเชื้อ

          การกำจัดขยะติดเชื้อ ตาม พรบ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2560 กำหนดให้การเก็บขนและกำจัดขยะติดเชื้อเป็นหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หากนำไปฝังกลบ ขยะเหล่านี้จะไม่ย่อยสลายและทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายได้ จึงต้องนำไปกำจัดด้วยเตาเผาที่ติดตั้งอุปกรณ์บำบัดมลพิษทางอากาศดักไว้เพื่อให้ได้มาตรฐานของกรมควบคุมมลพิษ  ทั้งที่ ตาม พรบ.การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ระบุไว้ชัดเจนว่าหากไม่เผา ภายใน 7 วัน ต้องเก็บไว้ในห้องที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศา ไม่เช่นนั้น จะเกิดการเน่าเหม็นและเชื้อโรคแพร่กระจายได้ง่าย ซึ่งเรื่องเหล่านี้ กำลังเกิดขึ้นทั่วประเทศโดยเฉพาะพื้นที่สีแดงเข้มขยะติดเชื้อที่ถูกทิ้งไว้ปนเปื้อนกับขยะทั่วไป หรือกองไว้ เพื่อรอการเผาจะเป็นส่วนหนึ่งของการทำให้เกิดการติดเชื้อเพิ่มขึ้น

เพื่อให้การจัดการมูลฝอยติดเชื้อในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ปฏิบัติงานและสิ่งแวดล้อม  ขยะเหล่านี้ต้องได้รับการจัดการอย่างถูกต้องป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคและเพื่อความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานเก็บขนและกำจัดขยะมูลฝอยติดเชื้อชุมชนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาตรการที่องค์กรปกครองท้องถิ่นต้องดำเนินการ มีดังนี้

          1 มาตรการต้นทาง : ณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนคัดแยกมูลฝอยติดเชื้อชุมชน เช่น หน้ากากอนามัย  หน้ากากผ้าชุดตรวจ ATK  ที่เปื้อนน้ำมูกน้ำลายหรือสารคัดหลั่งจากการแยกตัวเก่าตัวที่บ้าน (Home isolation)  และการแยกกักตัวในชุมชน (community isolation) โดยแยกใส่ถุงต่างหากจากถุงขยะประเภทอื่น ปิดปากถุง     ให้แน่น ทำสัญลักษณ์ที่ถุงขยะ หรือใส่ถุงใส และนำไปทิ้งในถังขยะสีแดง  ซึ่งจัดให้เป็นถังขยะติดเชื้อ  หรือนำไปทิ้งไว้ในจุดรวบรวมขยะติดเชื้อเป็นการเฉพาะ เพื่อรอการเก็บขน  และต้องล้างมือทันทีด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ โดยขอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการตั้งถังขยะสีแดง  เพื่อซึ่งจัดให้เป็นถังขยะติดเชื้อให้เพียงพอ

          2. มาตรการกลางทาง :  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดให้มีถังขยะสีแดงไว้ในที่สาธารณะ หรือสถานที่รวบรวมขยะ เพื่อเป็นจุดทิ้งมูลฝอยติดเชื้อชุมชนเป็นการเฉพาะให้เพียงพอ  และจัดให้มีอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อได้แก่ ถุงมือ หน้ากากอนามัย และเครื่องแต่งกายที่รัดกุม เป็นต้น ให้กับผู้ปฏิบัติงานเก็บขนมูลฝอยติดเชื้อสวมใส่ในการปฏิบัติงาน รวมถึงทำความสะอาดอุปกรณ์ต่าง ๆ เครื่องแต่งกายที่สวมใส่ในขณะที่ปฏิบัติงานเมื่อปฏิบัติงานเสร็จ และฉีดล้างรถบรรทุกเก็บขนขยะมูลฝอยเป็นประจำทุกวัน

          3. มาตรการปลายทาง :  ให้การกำจัดมูลฝอยติดเชื้อชุมชนเป็นไปตามกฎกระทรวงว่าด้วยการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อ พ.ศ. 2545 โดยอาจจ้างเหมาเอกชนที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย หรือหน่วยงานรัฐ  หากยังไม่มีความพร้อมในการจัดการมูลฝอยติดเชื้อ อาจดำเนินการโดยเก็บรวบรวมมูลฝอยติดเชื้อในชุมชนมาพักรวมที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพสต.) หรือโรงพยาบาลในพื้นที่ เพื่อรอการนำไปกำจัดอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ รายละเอียดการปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดการมูลฝอยติดเชื้อชุมชนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมอนามัย และบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายใต้คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด โดยคำนึงถึงศักยภาพขององค์กรปกครองท้องถิ่นและตามความเหมาะสมของพื้นที่

          กรมอนามัย ได้มีข้อเสนอเพื่อเตรียมการรองรับการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อโควิด-19 โดยแบ่งเป็น 3 ระดับสถานการณ์ คือ

          1.ระดับสถานการณ์ปกติ มีหน่วยงานรับกำจัดมูลฝอยติดเชื้อหลัก 14 แห่ง สามารถกำจัดได้ 273.5 ตันต่อวัน และ Onsite Treatment 27 แห่ง กำจัดได้ 27 ตันต่อวัน

          2.ระดับสถานการณ์ระดับปานกลาง จัดการใช้ทรัพยากรที่มีศักยภาพเทียบเท่าเตาเผามูลฝอยติดเชื้อ โดยใช้เตาเผากากของเสียกำจัดได้ 50 ตันต่อวัน และเตาเผาปูนซิเมนต์

          3.ระดับสถานการณ์รุนแรง ใช้วิธีการจำกัดมูลฝอยติดเชื้อด้วยการทำลายเชื้อ และเผาในเตาเผามูลฝอยทั่วไป

การจัดการขยะในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด -19 ของจังหวัดสระบุรี

          1. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสระบุรี และเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุข ได้สร้างความเข้าใจแก่ประชาชนจากอันตรายของขยะติดเชื้อ และขอความร่วมมือในการแยกทิ้งขยะติดเชื้อ

          2. สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดสระบุรี ร่วมกับสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสระบุรี และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสระบุรี เตรียมความพร้อมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดเก็บ รวบรวม และการกำจัดขยะมูลฝอยติดเชื้อ ให้เป็นไปตามกฎกระทรวงว่าด้วยการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อ พ.ศ. 2545

          3. สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสระบุรี สร้างมีส่วนร่วมของประชาชน   องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) เพื่อลดปริมาณขยะมูลฝอย และรณรงค์การคัดแยกขยะติดเชื้อแยกใส่ถุงแดงเพื่อรวบรวมนำไปกำจัดให้ถูกวิธี  

               ในช่วงก่อนการระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ จังหวัดสระบุรี โดยสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสระบุรี  ได้ประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเครือข่าย ทสม.ในการจัดการปัญหาขยะในช่วงของการระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยมีการดำเนินการดังนี้

               1) รณรงค์ให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ร่วมลดปริมาณขยะ โดยหลีกเลี่ยงใช้ภาชนะที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง ตามมาตรการลดรับ ลดให้ ลดใช้ถุงพลาสติก

               2) รณรงค์การคัดแยกขยะติดเชื้อ แยกใส่ถุงแดงเพื่อรวบรวมนำไปกำจัดให้ถูกวิธี  โดยในเดือนกรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสระบุรี ได้รณรงค์ให้มีการ คัดแยกขยะติดเชื้อ โดยแจกจ่ายถุงแดงนำไปใช้รณรงค์การแยกทิ้งหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้ว โดยความร่วมมือของเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม) ทั้ง 13 อำเภอ  เทศบาลเมืองสระบุรีและเทศบาลตำบลหน้าพระลาน ทั้งนี้ เพื่อลดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่รุนแรงในขณะนี้

 

*******************

                                                             

บทความโดย ส่วนสิ่งแวดล้อม

สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสระบุรี

โทร 036 340 340760 โทรสาร 036 340 782

 

 

แกลเลอรี่